|
วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2011 เวลา 17:23 น. |
|
แกงกะหรี่ปลาทูน่า
แต่ครั้นอยากกินกลับต้องขับรถตระเวนหาร้านที่ถูกใจ เพราะใครๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแกงหม้อนี้ทำยากและใช้เวลานาน คนสวยจัดให้ทั้งที เมนูนี้จึงทั้งทำง่าย ประหยัดเวลา และได้ประโยชน์ครบครัน เราแปลงโฉมแกงกะหรี่เดิมๆ ให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ด้วยการใช้ปลาทูน่า ซึ่งมีโปรตีนชั้นดี มีโอเมก้า 3 บำรุงสมอง ทั้งยังอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด แถมใช้นมถั่วเหลืองแทนกะทิ สาวๆ จึงอร่อยได้แบบไร้ห่วงยาง จะช้าอยู่ไย เข้าครัวกันดีกว่าจ้ะ
ส่วนผสม ปลาทูน่าในน้ำมันพืชทีซีบี 1 กระป๋อง น้ำพริกแกงกะหรี่ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำนมถั่วเหลือง 2 ½ ถ้วย มันฝรั่งปอกเปลือกหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำต้มสุก 1 ½ ถ้วย หอมหัวใหญ่ปอกเปลือกหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ 1 หัว พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 2 เม็ด น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปึก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ 1. รวนน้ำพริกแกงกับน้ำมันพืชจนหอม ใช้ไฟปานกลาง 2. ใส่น้ำนมถั่วเหลืองลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปึก คนให้เข้ากัน รอจนน้ำแกงเดือด 3. ใส่มันฝรั่งและหอมหัวใหญ่ตามลงไป เคี่ยวมันฝรั่งและหอมหัวใหญ่จนนุ่ม 4. ใส่ปลาทูน่าลงไป รอจนน้ำแกงเดือด 5. ใส่พริกชี้ฟ้า ยกลง ตักใส่ชาม พร้อมเสิร์ฟ Tips 1. เลือกใช้ปลาทูน่าในน้ำมันเพราะรสชาติเข้ากันดีกับแกงกะหรี่ 2. หลังจากใส่ปลาทูน่า ไม่ต้องเคี่ยวนาน เพราะอาจทำให้เนื้อปลาเละ
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 315 |
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 14:10 น. |
|
บ้าน เราโชคดีที่เป็นประเทศ ที่มีผลไม้หลากหลายชนิดให้เลือกกินกันได้ ไม่มีขาดตลอดทั้งปี แถมราคาก็ยังไม่แพง ได้ของสดๆ ตรงจากสวนจากไร่แทบไม่ต้องง้อผลไม้แช่เย็นจากแดนไกล (เว้นแต่ใครอยากกินผลไม้แปลกใหม่ไม่มีในเมืองไทยก็ไม่ว่ากัน) ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาชาวต่างชาติมากมายติดใจไม่น้อย เพราะที่บ้านเมืองเขาอาจซื้อหาผลไม้มากินในราคาถูกแบบนี้ได้ไม่ง่ายนัก คนส่วนใหญ่ทราบว่าเราควรกินผลไม้เพราะจะได้คุณค่าสารอาหารทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโน กรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นกำลังเสริมให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ผลไม้บางครั้งยังเป็นเหมือนยาบำบัดที่ธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ เช่นในวันที่อากาศร้อนๆ หากได้ลิ้มรสแตงโมสักชิ้นก็ทำให้ฉ่ำชื่นใจคลายร้อนไปได้มาก หรือคุณอาจเคยได้ยินว่ากินกล้วยน้ำว้าแล้วจะทำให้คลายจากท้องผูก แถมยังทำให้อารมณ์ดี เพราะเชื่อว่าในกล้วยมีสาร Tryptophan เมื่อกินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็น Serotonin ที่เป็นสารสร้างความสุขให้กับคนเรา แต่ก็เชื่อว่าหลายๆ คนยังมองการกินผลไม้เป็นเรื่องรอง มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน หรือบางคนตั้งใจกินผลไม้แต่กินผิดเวลา คุณค่าที่ควรจะได้จากผลไม้ที่กินเข้าไปก็เลยลดลงอย่างน่าเสียดาย
|
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 14:06 น. |
|
คนเอเชียรู้จักและกิน ถั่วเหลือง มานานพอๆ กับรู้จักปลูกข้าว...
เมนู อาหารจากถั่วเหลืองของคนเอเชียนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้กินถั่วเหลืองต้ม หรือซุปถั่วอย่างชาวตะวันตกหรือชาวอินเดีย แต่เป็นผลิตภัณฑ์จาก ถั่วเหลือง ที่ยอดนิยมคือ เต้าหู้ หรือฉายาว่า ชีสแห่งตะวันออก นั่นเอง
ถั่วเหลืองนั้นจึง สำคัญนัก ยิ่งระยะหลังมานี้ งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสภาวะหมดประจำเดือนในสตรี สอดคล้องกับสารอาหารที่มีในถั่วเหลือง ยิ่งทำให้ผู้หญิงทั่วโลกนึกถึงอาหารที่มีถั่วเหลือง เป็นส่วนประกอบอยู่บ่อยๆ |
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 14:02 น. |
|
ถั่วเหลือง นับว่าเป็นถั่วชนิดเดียวที่สามารถนำมาดัดแปลงเป็นอาหารได้หลายชนิด หลากรสชาติมากที่สุด มีให้เลือกกินได้ครบ ทั้ง ต้ม ผัด แกง ทอด หรือแม้กระทั่งทำเป็นขนมขบเคี้ยวก็ได้
อาหาร จากถั่วเหลืองในชีวิตประจำวันที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ เต้าหู้ ซึ่งก็มีมากมายหลายอย่าง นอกจากนั้น ก็เป็นฟองเต้าหู้ น้ำเต้าหู้ เต้าฮวย โปรตีนเกษตร และน้ำมันถั่วเหลือง แม้กระทั่งมาการีน มายองเนส และน้ำมันสลัดก็มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง โดยอยู่ในรูปของน้ำมันถั่วเหลือง |
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 13:59 น. |
|
ข้าวกล้องคืออะไร ?
คือ ข้าวที่สีเอาเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ ข้าวกล้องจะมีสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้มีคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์มาก
สำหรับ ข้าวขาวที่เรากินๆ กันอยู่นั้น เป็นข้าวที่เกิดจากการขัดสีหลายๆ ครั้ง จนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวหลุดออกไป จนเหลือแต่เนื้อในของข้าว
ข้าวกล้อง บางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวแทน จึงเรียกข้าวที่สีเอาเปลือกออกนี้ว่า ข้าวกล้อง
ข้าวกล้อง มีโปรตีนประมาณ 7-12% (แล้วแต่พันธุ์ข้าว) นักค้นคว้าชื่อ โรสเดล ( Rosedale ) ได้วิเคราะห์ว่า การขัดสีข้าวกล้องจนมีสีขาว จะทำให้โปรตีนสูญหายไปประมาณ 30% |
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 13:54 น. |
|
การมีสุขภาพดีเป็นที่ปรารถนาของทุกคน อาหารเพื่อสุขภาพ จึงมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น นอกจากนี้ โรคเรื้อรังบางชนิด ไม่อาจรักษาหรือควบคุมได้ด้วยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยโภชนบำบัดและการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม เพื่อบำรุงร่างกายและต้านโรคด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่ในบ้านเราเท่านั้นที่หันมาบริโภคอาหารจากธรรมชาติ ชาวต่างชาติก็มีเคล็ดลับในการบริโภคอาหารไม่แพ้กัน แต่ละประเทศก็จมีอาหารยอดเยี่ยมที่ใช้ในการดูแลสุขภาพ อะไรบ้างเรามาดูกันเลยดีกว่า..
|
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 13:47 น. |
|
โปรตีนมีดีที่ย่อยง่าย โดย ทั่วไปในเนื้อปลามีโปรตีนประมาณร้อยละ 17-23 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ทำให้ระบบการย่อยอาหารของเราไม่ต้องทำงานหนัก อีกทั้งโปรตีนยังมีประโยชน์ ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อหรือส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ และเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโตตามวัยอันควร นอกจากนี้ปลายังมีกรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด โดยเฉพาะไลซีนและทรีโอนิน ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการสมอง และการเจริญเติบโตในวัยเด็ก ทั้งยังเป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้นอนหลับสนิท สมองทำงานได้ดี ไม่แก่เกินวัย และลดความหิวชนิดรับประทานไม่หยุดได้ โดยถ้าคิดเป็นหน่วยร้อยละ จะมีสูงถึงร้อยละ 92 เมื่อเทียบกับ น้ำนมวัวซึ่งมีร้อยละ 91 เนื้อวัวมีร้อยละ 80 และถั่วเหลืองมีร้อยละ 63
|
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 13:39 น. |
|
เสียง...ที่ไม่มีใครอยาก ได้ยิน
การกรน (Snoring) เกิดจากกล้ามเนื้อคอคลายตัวขณะหลับ จนทำให้ช่องคอแคบลง ซึ่งส่งผลให้ต้องหายใจเข้าออกแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทางเดินหายใจแคบลงจนถึงจุดหนึ่ง ความแรงของลมหายใจที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อ ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีเสียงกรนตามมา นอกจากนี้ การกรนยังเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เกิดการปิดกั้นของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อ ภายในระบบทางเดินหายใจ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เพดานอ่อน คอ หรืออาจเกิดจากสารหล่อลื่น ในระบบทางเดินหายใจลดลง ทำให้เกิดอาการแห้ง และบวม ทางเดินหายใจจึงแคบลง เมื่อหายใจจึงเกิดเป็นเสียงกรน
ผู้ชายมี อัตราการนอนกรนมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะคนอ้วน ผู้สูงวัย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หรือโรคจมูกอักเสบ ผู้ที่ทำงานหักโหม หรือออกกำลังกายมากเกินไป นอกจากนี้ การดื่มสุรา สูบบุหรี่จัด กินยานอนหลับ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กรนได้ หากช่องคอแคบลงอีกเรื่อยๆ ก็จะส่งผลให้เกิดการอุดตันในช่องคอแบบชั่วคราว ทำให้ลมหายใจเข้าออกขาดหายไปชั่วขณะ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งหากใครมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะหากปล่อยเอาไว้ อาจเป็นบ่อเกิดของโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด อัมพาต ตลอดจนทำให้มีปัญหากับคนใกล้ชิด |
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 13:34 น. |
|
เมื่อริดสีดวงทวารออกอาการให้เห็น
โรค ริดสีดวงทวารหนัก เกิดจากการที่หลอดเลือดดำ ในช่องทวารหนักขอดและโป่งพอง ซึ่งโรคนี้จะมีระดับความรุนแรงต่างๆ กัน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากท้องผูก ซึ่งจะทำให้เยื่อบุช่องทวารหนัก ถูกอุจจาระแข็งๆ ขูดเป็นแผล จนทำให้เลือดไหล และหลอดเลือดดำโผล่ออกมา กลายเป็นโรคริดสีดวงทวารในที่สุด
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือ การที่เลือดบริเวณช่องทวารหนักไหลเวียนได้ช้า โดยเฉพาะในสตรีมีครรภ์ |
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 13:26 น. |
|
นิ่วในถุงน้ำดีเกิดขึ้นได้อย่างไร
นิ่ว
ในถุงน้ำดี (gallstones) เกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม)
หรือคอเลสเทอรอลที่มีอยู่ในน้ำดี
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกผลึกของสารเหล่านี้
เชื่อว่าเกี่ยวกับการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี
และความไม่สมดุลของส่วนประกอบในน้ำดี การตกผลึกของสารเหล่านี้
อาจทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วเพียงก้อนเดียว หรือก้อนเล็ก ๆ หลายๆ ก้อนก็ได้
รวมทั้งคนที่มีระดับคอเลสเทอรอลในเลือดสูง หญิงที่มีบุตรแล้ว
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ทาลัสซีเมีย โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก
จะมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไป
|
|
|
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2010 เวลา 02:25 น. |
|
คำกล่าวที่ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ยังคงเป็นความจริง เพราะแม้น้ำตาล จะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นของแถมตามมาอีกหลายโรค ลองดูเหตุผลต่อไปนี้ ก่อนกินน้ำตาลคราวต่อไป
|
1.
|
เมื่อเรากินน้ำตาลมากเกิน ไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล |
|
|
ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง |
|
3.
|
หากยังคงรับประทานน้ำตาล อย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น |
|
4.
|
การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอน |
|
5.
|
อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์ กับการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป |
|
6.
|
น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยุ่ ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร |
|
7.
|
น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาล ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะ และฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่ |
|
|
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2010 เวลา 02:20 น. |
|
จากการวิจัยและศึกษาเรื่องพฤติกรรม การรับประทานอาหารและน้ำของคนไทยล่าสุด จากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) พบว่าคนไทยติดรับประทานหวานมากขึ้น เฉลี่ยรับประทานน้ำตาลกว่า 29 กิโลกรัม/ ปี หรือ 18 ช้อนชา/วัน ทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง มากขึ้นกว่า 30%! ทำให้น่าสังเกตว่า วันหนึ่งเราเติมน้ำตาลลงเครื่องดื่มหรืออาหารกี่ช้อนชา? ปกติคนทั่วไปควรได้รับน้ำตาลไม่เกินวันละ 4-8 ช้อนชา ยิ่งถ้าเป็นเด็กวัยเรียน ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุไม่ควรเกินวันละ 3 ช้อนชา แต่จะให้งดก็คงทำยากอยู่... เมื่อเป็นแบบนี้สารพัดน้ำตาลที่รับประทานทุกวัน มีชนิดใดบ้างที่เลือกทานแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายชนิดที่เรียกว่า “เติมหวานได้แต่ไม่ทำร้ายสุขภาพ” เราลองมาทำความรู้จักคุณค่าน้ำตาลและความหวานกัน
|
|
|
|
|
|
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
|
หน้า 1 จาก 2 |